เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ในปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดด้านการค้า ตลอดจน ความเสี่ยงจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ตะหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง และดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ที่เข้มแข็ง เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงขององค์กร ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้เร่งยกระดับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เสริมสร้างการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

นายสมใจนึก เองตระกูล

ประธานกรรมการ

ทั้งนี้ บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้ยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจในระยะยาวบนแนวคิด “One Connected Group” เพื่อยกระดับการดำเนินงานของบริษัทในกลุ่มให้สอดคล้องกัน ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในทุกมิติ โดยนำเทคโนโลยีมาเป็นแกนขับเคลื่อนสำคัญ (Tech Backbone) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดผ่านความร่วมมือ (Synergy) เพื่อวางรากฐานสู่ระบบนิเวศประกันภัยและการเงิน (Insurance & Financial Ecosystem) ที่แข็งแกร่งพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตในอนาคต

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งแสวงหาโอกาสในการลงทุนใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจที่สามารถสร้างผลกำไรได้ทันที และต่อยอดศักยภาพการเติบโตของผลการดำเนินงานในระยะยาว ในปี 2568 ถือเป็นความสำเร็จด้านการลงทุนใน บริษัท ทิพยประกันชีวิต จํากัด (มหาชน) (“TIP Life”) เพื่อขยายการเติบโตสู่ธุรกิจประกันชีวิต ในฐานะหนึ่งในกลุ่มธุรกิจหลัก โดยมี TIP Life เป็นบริษัทหลักของกลุ่มธุรกิจประกันชีวิต ควบคู่ไปกับธุรกิจประกันวินาศภัยที่มีบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีความแข็งแกร่งเป็นบริษัทหลักของกลุ่มธุรกิจประกันวินาศภัยอยู่แล้ว โดย TIP Life มีศักยภาพในการสร้างรายได้และผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง อันจะเพิ่มมูลค่าและเสริมความแข็งแกร่งให้แก่บริษัทฯ สนับสนุนให้บริษัทฯ ก้าวสู่การเป็นผู้นำกลุ่มธุรกิจประกันภัยและการเงินชั้นนำของภูมิภาค และมุ่งมั่นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,003.6 ล้านบาท โดยบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) (“TIP”) ในฐานะบริษัทแกนของกลุ่ม ยังคงรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในธุรกิจประกันวินาศภัยประเภท Non-motor ที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดที่ร้อยละ 18.8 โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 32,259 ล้านบาท สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง ความไว้วางใจจากลูกค้า และความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ TIP ยังคงมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำในตลาดประกันวินาศภัยตามวิสัยทัศน์ “To be The No.1 Non-Life Insurance Leader” นอกจากนี้ ผลสำเร็จจากการลงทุนของบริษัทฯ ภายหลังปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทเป็นบริษัทโฮลดิ้งส์ รวมถึงศักยภาพในการบริหารจัดการทางการเงินของกลุ่มบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทฯ รับรู้กำไรตามสัดส่วนจากธุรกิจสนับสนุนธุรกิจประกันภัยและธุรกิจอื่นเพิ่มขึ้น 33.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญร้อยละ 34.8 และบริษัทฯ เริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนจาก TIP Life ในฐานะบริษัทร่วม จำนวน 102.5 ล้านบาท เข้ามาในงบการเงินรวมของบริษัทฯ ในไตรมาส 3 และ ในไตรมาส 4

ทั้งนี้ ในด้านความแข็งแกร่งทางการเงิน ในปี 2568 บริษัทฯ ได้รับการคงอันดับเครดิตองค์กรที่ “AA” แนวโน้ม “Stable” จากสถาบันชั้นนำของประเทศไทยอย่าง TRIS Rating สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงและความแข็งแกร่งทางการเงินของกลุ่มบริษัทได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับ TIP ในฐานะบริษัทแกนของกลุ่มธุรกิจ ที่ยังคงได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรที่ “AAA” แนวโน้ม “Stable” สูงสุดของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง 4 ปี จาก TRIS Rating และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินระดับ “A-” (Excellent) แนวโน้ม “Stable” สูงสุดในธุรกิจประกันวินาศภัยไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 จาก A.M. Best ถือเป็นบทพิสูจน์ว่าธุรกิจประกันภัยของบริษัทฯ มีเสถียรภาพสูง เชื่อถือได้ และพร้อมยืนหยัดเคียงข้างลูกค้า ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในทุกสถานการณ์

ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง บริษัทฯ ได้รับคะแนนการกำกับดูแลกิจการในระดับ “ดีเลิศ” (5 ดาว) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 รวมถึงได้รับการประเมิน “100 คะแนนเต็ม” จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (Thai Investors Association: TIA) และได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน “หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings” ระดับ “AA” ในกลุ่มธุรกิจการเงิน จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ความสำเร็จดังกล่าวนับเป็นความภาคภูมิใจขององค์กร และสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ผ่านการดำเนินงานตามกรอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social, and Governance: ESG) ที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญมาโดยตลอด

“บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าการเติบโตต้องควบคู่ไปกับความยั่งยืนของสังคม เราจึงยังคงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพบุคลากร การกำกับดูแลกิจการที่ดี และการร่วมเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมที่แข็งแรง ผ่านโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์ในหลายมิติ เพื่อให้ “การเติบโตของเรา” มีคุณค่าต่อทุกภาคส่วน”

สุดท้ายนี้ ในนามคณะกรรมการบริษัท คณะผู้บริหาร ผมขอขอบพระคุณผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนในการให้ความสนับสนุน ให้ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจบริษัทฯ และบริษัทในกลุ่ม เป็นอย่างดี และขอขอบคุณพนักงานทุกคนสำหรับความมุ่งมั่น ทุ่มเท และความร่วมแรงร่วมใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ จนทำให้องค์กรสามารถก้าวข้ามความท้าทายครั้งใหญ่และสร้างผลการดำเนินงานที่ดีในทุกภาคส่วนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ และบริษัทในกลุ่ม จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการและส่งมอบคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วนทั้งลูกค้า คู่ค้า ชุมชน สังคม ผู้ถือหุ้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สู่การเติบโตร่วมกันในระยะยาวอย่างยั่งยืน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะให้ความเชื่อมั่นและสนับสนุนให้บริษัทฯ เดินหน้าไปสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจประกันภัยและการเงินชั้นนำในภูมิภาค และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนต่อไป